Al-Quran
เลือกซูเราะห์
Surah 011
ฮูด
บท นบีฮูด
อะลีฟ ลาม รอฺ ได้อธิบายมาก่อนแล้วเกี่ยวกับคำกล่าวที่มีความคล้ายคลึงกับ ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮ อัลกรุอ่านเป็นคัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของอัลกรุอ่านนั้นถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบและมีความหมาย ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ หรือขาดตกไป แล้วถูกชี้แจงถึงสิ่งที่หะลาล (อนุมัติ) และหะรอม (ไม่อนุมัติ) และคำบัญชาและข้อห้ามและคำสัญญา (สำหรับผู้ศรัทธา) และคำสัญญา (สำหรับผู้ปฏิเศษศรัทธา) และเล่าเรื่องราวต่างๆ และอื่นๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณในการปกครองและออกกฎหมาย ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญต่อสถานะบ่าวของพระองค์และสิ่งที่เหมาะกับพวกเขา
เนื้อหาของโองการทั้งหลายที่ลงมาแก่มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามไม่ให้บ่าวเคารพภักดีผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ โอ้ มวลมนุษย์เอ๋ย แท้จริงฉันเป็นคนทำให้พวกเจ้าหวาดกลัวถึงบทลงโทษของอัลลอฮฺหากพวกเจ้าอธรรมและไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ และเป็นผู้แจ้งข่าวดีในผลตอบแทนของพระองค์หากพวกเจ้าศรัทธาต่อพระองค์และปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์
โอ้มวลมนุษย์เอ๋ย และพวกท่านจงขอนิรโทษบาปของท่านจากพระเจ้าของพวกท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ด้วยการสำนึกผิดในสิ่งที่ท่านได้ทำ พระองค์จะทรงให้ปัจจัยแก่พวกท่านในการมีชีวิตบนโลกนี้ซึ่งปัจจัยที่ดีไปจนถึงเวลาที่กำหนดไว้ และให้สำหรับทุกคนที่ทำความดีเชื่อฟังและผลตอบแทนการทำความดีที่สมบูรณ์ไม่ลดน้อยลง และหากพวกท่านผินหลังให้การศรัทธาในสิ่งที่ฉันพามาจากพระเจ้าของฉันนั้น แท้จริงฉันกลัวแทนพวกท่านซึ่งการลงโทษในวันอันแสนสาหัสนั้นก็คือวันกิยามะฮฺ
โอ้มนุษย์เอ๋ย การกลับของพวกท่านย่อมไปสู่อัลลอฮฺเพียงองค์เดียวในวันกิยามะฮฺและพระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง ไม่มีอะไรที่จะทำให้พระองค์ล้มเหลวได้ ไม่อะไรที่จะทำให้พระองค์ล้มเหลวต่อการให้ชีวิตของท่าน และการพิพากษาพวกท่านหลังจากการตายของพวกท่านและการฟื้นคืนชีพพวกท่าน
พึงรู้เถิด แท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นพวกเขามีความปราถนาในทรวงอกของพวกเขาเพื่อปกปิดสิ่งที่สงสัยเกี่ยวกับอัลลอฮฺเพราะความโง่เขลาของพวกเขา พึงรู้เถิด ขณะที่พวกเขาเอาเสื้อผ้าของพวกเขาปกคลุมศีรษะของพวกเขานั้น อัลลอฮฺทรงรู้สิ่งที่พวกเขาปกปิด และสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่เขาได้ปกปิดอยู่ในทรวงอก
และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่เคลื่อนไหวบนหน้าผืนแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม นอกจากว่าอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะทรงจัดเตรียมปัจจัยยังชีพไว้ให้ ด้วยความโปรดปรานจากพระองค์ และพระองค์ทรงรู้ที่พำนักของมันบนหน้าแผ่นดินนี้และรอบรู้ถึงสถานที่ที่มันจะตาย ดังนั้นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดและริสกีของมัน ที่พำนักของพวกมันและที่ตายของพวกมัน ล้วนอยู่ในบันทึกอันชัดเจน คือ แผ่นจารึกที่ถูกรักษาไว้ (อัลเลาฮุ้ลมะฮฺฟูซ)
และพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินอย่างยิ่งใหญ่และทรงสร้างทุกสิ่งที่อยู่ในทั้งสองในระยะเวลา 6 วัน และบัลลังก์ของพระองค์อยู่เหนือน้ำก่อนที่จะสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน เพื่อพระองค์จะทรงทดสอบพวกเจ้าทั้งหลาย โอ้มนุษย์เอ๋ย ว่าผู้ใดในหมู่พวกเจ้ามีการงานที่ดีเยี่ยมที่พระองค์ทรงพอพระทัย และผู้ใดในหมู่พวกเจ้ามีการงานที่ชั่วร้ายที่พระองค์ทรงโกรธกริ้ว ดังนั้นพระองค์จะทรงตอบแทนทุกคนตามที่เขาควรจะได้รับ และหากเจ้า โอ้ท่านเราะสูล กล่าวว่า โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงพวกเจ้าจะถูกให้ฟื้นคืนชีพหลังจากการตายของพวกเจ้าเพื่อการสอบสวน แน่นอนผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันแห่งการฟื้นคืนชีพจะกล่าวว่าอัลกุรอานที่เจ้าอ่านไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากเป็นเวทย์มนตร์อย่างชัดแจ้ง ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่เป็นความเท็จอย่างชัดเจน
และหากเราได้ชะลอเวลาการลงโทษที่พวกตั้งภาคีที่ควรจะได้รับในโลกดุนยานี้ออกไปอีกระยะหนึ่งจากที่ได้ถูกกำหนดไว้ แน่นอนพวกเขาก็จะกล่าวอย่างกับว่า พวกเขาต้องการประสบกับการลงโทษนั้นเร็วๆด้วยความเยอะเย้ย ว่า "มีสิ่งใดเหล่าที่มายับยั้งการลงโทษพวกเรา?" พึ่งรู้เถิดว่าแท้จริงการลงโทษที่คู่ควรกับพวกเขานั้น มีเวลาตามที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดไว้ และเมื่อวันนั้นมาถึงพวกเขา พวกเขาจะไม่พบผู้ใดที่จะมาทำให้การลงโทษได้พ้นไปจากพวกเขา แต่มันจะเกิดขึ้นกับพวกเขาและการลงโทษจะห้อมล้อมพวกเขา ที่พวกเขานั้นเคยรีบเร่งอยากให้ประสบกับมันด้วยความเยาะเย้ยและเย้ยหยัน
และหากเราได้ประทานความโปรดปรานอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่มนุษย์ เช่น ให้มีสุขภาพที่ดีและมีความมั่งคั่ง แล้วหลังจากนั้นเราได้เอาความโปรดปรานนั้นไปจากเขา แน่นอนเขาจะรู้สึกสิ้นหวังอย่างยิ่งต่อความเมตตาของอัลลอฮ์ และเนรคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ เขาลืมความโปรดปรานเมื่อมันถูกพรากไปจากเขา
และหากเราได้ให้เขาลิ้มรสความโปรดปรานด้วยปัจจัยยังชีพที่กว้างขวางและสุขภาพที่ดีได้เกิดขึ้นกับเขาหลังจากที่ได้ประสบกับความลำบากยากจนและโรคภัยไข้เจ็บแล้ว แน่นอนเขาจะกล่าวว่า ความทุกข์ยากและความเดือดร้อนได้ไปจากฉันแล้ว และเขาก็ไม่ได้สำนึกในความกรุณาของอัลลอฮ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเลย แถมยังมีความหลงระเริงในความสุขนั้น และทำตัวเหนือผู้อื่นด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้โปรดปรานให้แก่เขา
เว้นแต่บรรดาผู้ที่อดทนกับความทุกข์ยากต่างๆ อดทนต่อการเชื่อฟังอัลลอฮ์ อดทนต่อการละทิ้งความชั่วและอดทนในการประกอบคุณงามความดีทั้งหลาย ดังนั้นสำหรับพวกขาจะมีสภาพที่แตกต่างไปจากผู้อื่น กล่าวคือ พวกเขาจะไม่ประสบกับความสิ้นหวัง จะไม่เนรคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์และไม่ทำตัวเหนือผู้อื่น กลุ่มคนที่มีคุณลักษณะเช่นนี้แหละ สำหรับพวกเขาแล้วจะได้รับการอภัยโทษในความผิดต่างๆจากอัลลอฮ์และได้รับการตอบแทนที่ใหญ่หลวงในวันอาคิเราะฮ์
โอ้ท่านเราะสูลเอ๋ย ด้วยสิ่งที่เจ้าเผชิญอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธศรัทธา ความดื้อรั้นและข้อเสนอของพวกเขาที่มีต่อโองการต่างๆ อาจทำทำให้เจ้าละทิ้งการเผยแพร่บางเรื่องที่อัลลอฮ์ทรงสั่งให้เจ้าเผยแพร่มัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากลำบากต่อพวกเขาในการที่จะปฏิบัติมัน และหัวอกของเจ้าจะอึดอัดเนื่องจากการเผยแพร่คำสั่งนั้น เพราะเกรงว่าพวกเขาจะพูดกันว่า "ทำไมเขาถึงไม่ได้รับทรัพย์ที่ทำให้เขามั่งมี? หรือทำไมไม่มีมะลาอิกะฮ์มาพร้อมกับเขาเพื่อพิสูจน์ความสัตย์จริงของเขา" ดังนั้นเจ้าจงอย่าได้ละทิ้งวะฮ์ยูที่ถูกประทานลงมายังเจ้าเนื่องจากเหตุผลดังกล่าว เจ้าไม่ใช่ผู้ใดนอกจากเป็นเพียงผู้ตักเตือนที่ต้องเผยแพร่สิ่งที่อัลลอฮฺสั่งเจ้าเท่านั้น และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องนำมาซึ่งสิ่งที่พวกเขาแนะนำเจ้าเกี่ยวกับโองการต่างๆ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงปกปักรักษาทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่ทว่าพวกที่ตั้งภาคีจะกล่าวว่า "มุฮัมมัดได้อุปโลกน์อัลกุรอานขึ้นมา ซึ่งมันไม่ใช่วะฮ์ยูจากอัลลอฮ์" จงกล่าวเถิด (โอ้ เราะสูลเอ๋ย) เพื่อเป็นการท้าทายพวกเขาว่า "ดังนั้นพวกเจ้าจงนำมาสักสิบซูเราะฮ์ให้ได้เหมือนกับอัลกุรอานเล่มนี้ด้วยการอุปโลกน์มันขึ้นมา โดยไม่จำเป็นต้องคล้ายกับอัลกุรอานในด้านความสัตย์จริงของมัน ที่พวกเจ้าอ้างว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา และจงเรียกผู้ทีพวกเจ้าสามารถเรียกได้เพื่อจะได้ขอความช่วยเหลือจากเขาในเรื่องดังกล่าว หากพวกเจ้าเป็นผู้สัตย์จริงในการกล่าวอ้างว่าอัลกุรอานนั้นเป็นสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา"
ดังนั้นหากพวกเขาไม่สามารถนำมาซึ่งสิ่งที่พวกเจ้าขอได้ เนื่องจากไม่มีความสามารถที่จะทำได้ ดังนั้นจงรู้เถิด (โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) ด้วยความรู้ที่มั่นคงว่า "แท้จริงอัลกุรอานนั้น อัลลอฮ์ได้ประทานลงมายังท่านเราะสูลของพระองค์ ด้วยความรอบรู้ของพระองค์ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา และจงรู้เถิดว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกกราบไว้โดยเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮ์ แล้วพวกเจ้ายังมิยอมจำนนต่อพระองค์อีกหรือหลังจากที่เหตุผลได้ปรากฎชัดเจนเช่นนี้?
ผู้ใดที่ปรารถนาจากการงานของเขาซึ่งการมีชีวิตในโลกดุนยานี้และหวังในความเพริศแพร้วของมันที่ไม่ถาวรและไม่ต้องการจากการงานนั้นเพื่อวันอาคีเราะฮ์ เราก็จะตอบแทนรางวัลจากการงานที่ได้ทำในโลกนี้นั้น ด้วยการมีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย มีปัจจัยชังชีพที่กว้างขวางและพวกเขาจะไม่จะถูกริดรอนซึ่งผลตอบแทนจากการงานของพวกเขาแม้แต่น้อย
ชนเหล่านั้นผู้ซึ่งที่มีคุณลักษณะด้วยการมีเจตนาที่น่าเกลียดนั้น สำหรับพวกเขาแล้วในวันกิยามะฮฺจะไม่มีผลตอบแทนใดๆนอกจากขุมนรกที่พวกเขาจะต้องเข้าไป และผลบุญจากการทำงานต่างๆของพวกเขาก็จะหายไปจากพวกเขาและการงานต่างๆของพวกเขาก็จะเป็นโมฆะ เพราะมันไม่ได้ถูกทำขึ้นด้วยความศรัทธาและเจตนาที่ถูกต้อง เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการจากการงานที่ทำไปนั้นเพื่ออัลลอฮ์และสถานที่พำนักแห่งโลกอาคิเราะฮ์
จะไม่เท่าเทียมกันระหว่างท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ผู้ซึ่งมีหลักฐานอันชัดแจ้งจากพระผู้อภิบาลของเขา ตามด้วยผู้เป็นพยานจากพระองค์ นั่นก็คือ ญิบรีล และคัมภีร์อัตเตารอตที่ได้ยืนยันถึงคุณลักษณะการเป็นนบีของท่านไว้ก่อนหน้านั้น ซึ่งคัมภีร์เล่มนี้ถูกประทานมายังนบีมูซาเป็นแนวทางและความเมตตาแก่มวลมนุษย์ ซึ่งท่านนบีและผู้ที่ศรัทธาต่อท่านจะไม่เท่าเทียมกันกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่จมอยู่ในการหลงผิด ชนเหล่านั้นศรัทธาต่ออัลกุรอานและท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งมันถูกประทานมายังท่าน และผู้ใดจากพรรคต่างๆเหล่านั้นปฏิเสธศรัทธาต่อมัน ไฟนรกคือสัญญาของเขาในวันกิยามะฮฺ ดังนั้น โอ้ท่านเราะสูล เจ้าอย่าได้อยู่ในการเคลือบแคลงสงสัยในอัลกุรอานและสัญญาของพวกเขาเลย เพราะมันคือสัจธรรมที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆในนั้น แต่ทว่ามนุษย์ส่วนมากไม่ศรัทธาทั้งๆที่มีหลักฐานที่ชัดเจน
ไม่มีผู้ใดอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จต่ออัลลอฮ์ในเรื่องของการตั้งภาคีและการมีบุตร ชนเหล่านั้นที่อุปโลกน์ความเท็จต่ออัลลอฮ์จะถูกนำมาเสนอต่อพระเจ้าของเขาในวันกิยามะฮ์เพื่อสอบสวนถึงการงานของพวกเขา และบรรดาพยานจากมลาอิกะฮ์และศาสนทูตจะกล่าวว่า ชนเหล่านั้นที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์ด้วยกับสิ่งที่พวกเขาพาดพิงถึงพระองค์ในเรื่องของการตั้งภาคีและการมีบุตร พึงรู้เถิดว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงขับไล่บรรดาผู้ที่อธรรมให้ออกจากความเมตตาของพระองค์ เนื่องจากตัวของพวกเขาเองได้กล่าวเท็จต่อพระองค์
บรรดาผู้ที่ขัดขวางผู้คนจากหนทางที่เที่ยงตรงของอัลลอฮ์ และพวกเขาต้องการให้หนทางของพระองค์คดเคี้ยวจากความเที่ยงตรง จนกว่าจะไม่มีผู้ใดที่จะเดินตามหนทางนั้น และพวกเขาก็ไม่ศรัทธาต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพหลังจากความตายและต่อต้านมัน
ชนเหล่านั้นผู้ซึ่งมีคุณลักณะดังกล่าว ไม่สามารถหนีจากการลงโทษของอัลลฮ์บนหน้าแผ่นดินนี้ได้ เมื่อมันลงมายังพวกเขา และสำหรับพวกเขาไม่มีพันธมิตรและผู้ช่วยเหลืออื่นจากอัลลอฮ์ ที่จะคอยปกป้องพวกเขาจากการลงโทษของอัลลอฮ์ พวกเขาจะถูกเพิ่มโทษในวันกิยามะฮ์ เนื่องจากพวกเขาได้ทำตัวเองและผู้อื่นหันเหออกจากหนทางของอัลลอฮ์ พวกเขาไม่สามารถได้ยินสัจธรรมและทางนำด้วยการได้ยินเพื่อการตอบรับ และพวกเขาไม่สามารถเห็นสัญญาณต่างๆของอัลลอฮ์ในโลกนี้ด้วยการมองที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา เนื่องจากการปฏิเสธในสัจธรรมอย่างรุนแรงของพวกเขา