Al-Quran
เลือกซูเราะห์
Surah 002
อัลบะก็อเราะฮฺ
บท โค
อะลิฟ ลาม มีม อักษรเหล่านี้เป็นอักษรที่ถูกใช้เป็นปฐมบทในบางซูเราะฮ์ของอัลกุรอาน ซึ่งเป็นอักษรภาษาอาหรับที่ไม่มีความหมายในตัวของมันเอง เมื่อมันปรากฎเป็นตัวเดี่ยว เช่น อะลิฟ บาอ์ ตาอ์ แต่มันจะมีทั้งหิกมะฮ์ (วิทยปัญญา) และเป้าหมายแฝงอยู่ เนื่องจากในอัลกุรอานจะไม่มีสิ่งที่ไม่มีหิกมะฮ์ ในจำนวนหิกมะฮ์ที่สำคัญก็คือ ชี้ให้เห็นถึงการท้าทายด้วยอัลกุรอานที่ประกอบไปด้วยตัวอักษรชนิดเดียวกับที่พวกเขารู้จักและใช้พูดคุย ฉะนั้นโดยส่วนใหญ่จะพบว่าหลังจากมีการใช้อักษรพวกนี้แล้ว มักจะตามมาด้วยการพูดถึงอัลกุรอานอยู่เสมอ ดังที่ปรากฏในซูเราะฮ์นี้
คัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรตินี้ ไม่มีความสงสัยใดๆ ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสงสัยในเรื่องการประทานคัมภีร์ ความสงสัยในคำและความหมายของมัน และคัมภีร์นี้คือพระดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ชี้นำบรรดาผู้ยำเกรงไปยังเส้นทางสู่พระองค์
บรรดาผู้ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ อันหมายถึง สิ่งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของเรา เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ได้บอกไว้ เช่น วันอาคิเราะฮ์ พวกเขาคือผู้ที่ดำรงการละหมาดอย่างถูกต้องตรงตามที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติไว้ ทั้งเงื่อนไข องค์ประกอบ ข้อบังคับ ข้อส่งเสริมต่างๆ พวกเขายังได้ใช้จ่ายจากสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ประทานให้ด้วยการจ่ายที่วาญิบเช่นซะกาต หรือไม่วาญิบเช่นการบริจาคทาน โดยมุ่งหวังผลบุญจากอัลลอฮ์ พวกเขาคือผู้ศรัทธาต่อวะห์ยู/วิวรณ์ที่พระองค์ประทานแก่เจ้า -โอ้ท่านนบี- และที่พระองค์ประทานแก่บรรดานบีท่านอื่นๆ อะลัยฮิมุสสลาม ทุกคนก่อนหน้าเจ้าโดยไม่แบ่งแยก และพวกเขาคือบรรดาผู้ที่ศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมต่อวันอาคิเราะฮ์ และผลตอบแทนต่างๆ ในวันนั้นไม่ว่าจะเป็นผลบุญและการลงโทษ
บรรดาผู้ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ อันหมายถึง สิ่งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของเรา เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ได้บอกไว้ เช่น วันอาคิเราะฮ์ พวกเขาคือผู้ที่ดำรงการละหมาดอย่างถูกต้องตรงตามที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติไว้ ทั้งเงื่อนไข องค์ประกอบ ข้อบังคับ ข้อส่งเสริมต่างๆ พวกเขายังได้ใช้จ่ายจากสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ประทานให้ด้วยการจ่ายที่วาญิบเช่นซะกาต หรือไม่วาญิบเช่นการบริจาคทาน โดยมุ่งหวังผลบุญจากอัลลอฮ์ พวกเขาคือผู้ศรัทธาต่อวะห์ยู/วิวรณ์ที่พระองค์ประทานแก่เจ้า -โอ้ท่านนบี- และที่พระองค์ประทานแก่บรรดานบีท่านอื่นๆ อะลัยฮิมุสสลาม ทุกคนก่อนหน้าเจ้าโดยไม่แบ่งแยก และพวกเขาคือบรรดาผู้ที่ศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมต่อวันอาคิเราะฮ์ และผลตอบแทนต่างๆ ในวันนั้นไม่ว่าจะเป็นผลบุญและการลงโทษ
ชนเหล่านั้นที่มีคุณลักษณะที่ได้กล่าวไว้จะดำรงอยู่ในหนทางแห่งทางนำ พวกเขาคือผู้ได้รับชัยชนะทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์ โดยพวกเขาจะได้รับสิ่งที่พวกเขาปรารถนา และรอดพ้นจากสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัว
แท้จริงบรรดาผู้ที่การลิขิตของอัลลอฮ์ได้เกิดขึ้นแก่พวกเขาด้วยการไม่ศรัทธา พวกเขาจะมั่นคงดำเนินชีวิตอยู่บนการหลงผิดและการปฏิเสธศรัทธา ดังนั้นการตักเตือนของเจ้าที่มีต่อพวกเขาหรือไม่ตักเตือน ก็มีค่าเท่ากัน
เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ทรงประทับตราลงบนหัวใจของพวกเขา จึงทำให้ความชั่วช้าถูกกักขังไว้ในหัวใจของพวกเขา และได้ทรงประทับตราบนหูของพวกเขา จึงไม่สามารถรับฟังสัจธรรมอย่างยอมรับและปฏิบัติตามคำสั่งได้ และได้ทรงบดบังสายตาพวกเขา พวกเขาจึงไม่สามารถมองเห็นสัจธรรม ทั้งๆ ที่มันชัดแจ้ง และสำหรับพวกเขาในเหล่านั้นคือการลงโทษอันมหันต์
และจะมีู้คนกลุ่มหนึ่งได้อ้างว่าพวกเขาเป็นผู้ศรัทธา ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างเพียงลมปากเท่านั้นเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา แต่แท้ที่จริงแล้วภายในจิตใจพวกเขาได้ปฎิเสธศรัทธา
พวกเขาเหล่านั้นคิดด้วยความเขลาของพวกเขาว่า พวกเขาได้แสร้งหลอกอัลลอฮ์และบรรดาผู้ศรัทธา ด้วยการแสดงออกถึงการศรัทธา และปกปิดการปฏิเสธอยู่ในใจ แต่พวกเขาไม่รู้สึกตัวเลย เพราะอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ความลับและสิ่งที่ปิดบังไว้ และพระองค์ได้ทรงเปิดโปงคุณลักษณะและสภาพของพวกเขาให้ผู้ศรัทธาได้รับรู้
และสาเหตุคือ ในหัวใจของพวกเขามีการสงสัย แล้วอัลลอฮฺก็ได้ทรงเพิ่มความสงสัยนั้นให้แก่พวกเขาอีก เพราะการตอบแทนนั้นจะได้รับตามสิ่งที่ได้ปฏิบัติ และสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันสาหัสในชั้นที่ต่ำที่สุดของนรก เนื่องจากพวกเขาโกหกต่ออัลลอฮฺและมนุษย์ และปฏิเสธสิ่งที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้นำมา
และเมื่อพวกเขาได้ถูกห้ามจากการก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดินด้วยการปฏิเสธศรัทธา การทำชั่ว และอื่นๆ พวกเขาก็จะค้านและอ้างว่า แท้จริงพวกเขาคือกลุ่มชนผู้หวังดีและพัฒนา
ซึ่งความจริงแล้วพวกเขาคือกลุ่มชนที่เป็นผู้ก่อความเสียหายต่างหาก แต่ทว่าพวกเขาไม่รู้สึก และไม่สำนึกด้วยว่าการกระทำของพวกเขานั่นคือการก่อความเสียหาย
เมื่อพวกเขาถูกสั่งใช้ให้ศรัทธาดั่งเช่นบรรดาสหายของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมศรัทธา พวกเขาก็จะตอบปฏิเสธและเย้ยหยันทำนองว่า จะให้เราศรัทธาเหมือนกับพวกเบาปัญญากระนั้นหรือ? ทว่าความจริงนั้น พวกเขาเองต่างหากที่เป็นผู้โง่เขลา แต่พวกเขาหารู้ไม่
เมื่อพวกเขาได้พบเจอผู้ศรัทธา พวกเขาก็กล่าวว่า เราเชื่อในสิ่งที่พวกท่านศรัทธาแล้ว พวกเขาพูดเช่นนั้นก็เพราะเกรงกลัวผู้ศรัทธา แต่เมื่อพวกเขาได้จากผู้ศรัทธาไป และกลับไปหาบรรดาหัวโจกของพวกเขาแต่ลำพัง พวกเขาก็กล่าวกับพวกหัวโจกเพื่อเป็นการยืนยันถึงความภัคดีที่มั่นคงของพวกเขาโดยกล่าวว่า พวกเรายึดมั่นที่จะภักดีและติดตามพวกท่าน พวกเรายังอยู่กับแนวทางของพวกท่าน ที่เราเห็นด้วยกับผู้ศรัทธาไปนั้น เป็นเพียงการล้อเล่นและเย้ยหยันเท่านั้น
อัลลอฮฺจะทรงเย้ยหยันพวกเขา ซึ่งเป็นการโต้กลับต่อการเยาะเย้ยของพวกเขาที่มีต่อบรรดาผู้ศรัทธา เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับพวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้ และด้วยเหตุนี้พวกเขาจะถูกดำเนินตามบทบัญญัติของบรรดามุสลิมในโลกนี้ แต่ในวันปรโลกพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาตามการปฏิเสธศรัทธาและการกลับกลอกของพวกเขา และเช่นกันพระองค์จะทรงยืดเวลาให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้ระเหเร่ร่อนอยู่ในการหลงผิดและการละเมิดของพวกเขา แล้วพวกเขาก็ยังคงงงงวย มีความลังเลต่อไป
บรรดาผู้กลับกลอกที่มีคุณลักษณะเช่นนี้ พวกเขาคือผู้ที่ได้แลกเปลี่ยนการปฏิเสธศรัทธาด้วยการศรัทธา ดังนั้น การค้าขายของพวกเขาจึงไม่ได้กำไร เนื่องจากการขาดทุนของพวกเขาที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์นั่นเอง และพวกเขาก็ไม่ได้เป็นบรรดาผู้ที่ได้รับนำทางไปสู่สัจธรรม
อัลลอฮฺได้ทรงอุปมาบรรดาผู้กลับกลอกเหล่านั้นไว้ดั่งสองอย่าง คือ ดั่งไฟ และดั่งน้ำ ส่วนรูปแบบของพวกเขาที่เปรียบดั่งไฟนั้น คือ พวกเขาเปรียบดั่งผู้ที่ได้จุดไฟเพื่อที่จะแสวงหาความสว่างจากมัน ครั้นเมื่อแสงของมันได้สว่างขึ้น และคิดว่าแท้จริงมันจะเป็นประโยชน์ ทันใดที่มันได้มอดลง การส่องแสงนั้นก็จากหายไป และหลงเหลือไว้ซึ่งการเผาไหม้ แล้วบรรดาเจ้าของกองเพลิงเหล่านั้นก็ตกอยู่ในความมืดมิด ซึ่งพวกเขานั้นก็จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งใด และจะไม่ได้รับทางนำใดๆ เลย
แล้วเขาเหล่านั้นเป็นคนหูหนวก พวกเขาจะไม่ยอมรับฟังสัจธรรม เป็นใบ้ซึ่งพวกเขาจะไม่ยอมพูดถึงมัน และตาบอดโดยไม่เล็งเห็นมัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถจะกลับมาจากการหลงทางของพวกเขาได้
และที่เปรียบพวกเขาดั่งน้ำนั้น คือ พวกเขาเปรียบดั่งฝนจำนวนมากที่หลั่งลงมาจากก้อนเมฆ โดยที่ในฝนนั้นมีทั้งบรรดาความมืดที่สลับทับซ้อน ฟ้าคำรณ และฟ้าแลบ ที่ได้หล่นลงมาบนกลุ่มชนหนึ่ง แล้วความตระหนกตกใจสุดกลัวก็ได้มาประสบกับพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็ได้เอาปลายนิ้วมือของพวกเขาอุดหูไว้เนื่องจากเสียงฟ้าผ่าที่ดังลั่น ทั้งนี้เพราะกลัวความตาย และอัลลอฮฺนั้นทรงล้อมพวกปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไว้แล้ว พวกเขาจะไม่ทำให้พระองค์อ่อนแอลงได้
สายฟ้าแลบที่มาจากความสุดวาววับและเจิดจ้าของมัน แทบจะโฉบเฉี่ยวเอาสายตาของพวกเขาไป คราใดที่ได้เกิดฟ้าแลบและให้แสงสว่างแก่พวกเขา พวกเขาก็เดินไปในแสงสว่างนั้น และเมื่อมันมืดลงพวกเขาก็จะตกอยู่ในความมืดนั้น แล้วพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะขยับไปไหนได้ และหากอัลลอฮฺทรงประสงค์แล้ว แน่นอนพระองค์จะทรงนำเอาหูและตาของพวกเขาไป ด้วยกับความสามารถของพระองค์อันเหลือล้นต่อทุกๆ สิ่ง แน่นอนมันจะไม่กลับคืนไปยังพวกเขา เนื่องจากการหันหลังให้ของพวกเขาที่มีต่อความจริง ดังนั้นฝนนั้นก็เปรียบดั่งอัลกุรอาน เสียงฟ้าคำรณก็เปรียบดั่งการห้ามปรามที่มีอยู่ในอัลกุรอาน แสงฟ้าแลบก็เปรียบดั่งการปรากฏของความจริงแก่พวกเขาในบางครั้งบางครา และการปิดหูที่เกิดจากความรุนแรงของฟ้าผ่านั้นเปรียบดั่งการหันหลังของพวกเขาต่อความจริงและการไม่ยอมรับต่อมัน และความคล้ายคลึงกันระหว่างบรรดาผู้กลับกลอกกับกลุ่มคนที่ได้อุปมาดั่งสองตัวอย่างนั้น คือ การไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลย ซึ่งในตัวอย่างของไฟนั้น : ผู้ที่จุดไฟเขาจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยนอกจากความมืดและการเผาไหม้เท่านั้น และในตัวอย่างของน้ำ : บรรดาผู้ที่ได้รับฝนก็ไม่ได้ประโยชน์อันใดเลยนอกจากฟ้าร้องและฟ้าผ่าที่มาหลอกให้เกิดความกลัวแก่พวกเขาและสร้างความรำคาญแก่พวกเขา และเฉกเช่นนั้นแหละบรรดาผู้กลับกลอก พวกเขาจะไม่เห็นสิ่งใดเลยในอิสลาม เว้นเสียแต่ความรุนแรงและความโหดร้าย